Category Archives: พระเครื่อง

หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

ประวัติหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

789455265

หลวงปู่ทิม อิสริโก นามเดิมชื่อ “ทิม งามศรี” เป็นบุตรของนายแจ้า นางอินทร์ เกิดที่บ้านรหัวทุ่งตาบุตร หมู่ที่ 2 ต.ละหาร (ปัจจุบันเป็น หมู่ 1 ต.หนองบัว) อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เกิดเมื่อวันศุกร์ เดือน 7 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2422 เป็นบุตรคนที่ 2 ของครอบครัว

เมื่ออายุ 17 ปี นายแจ้ผู้เป็นบิดา นำตัวไปฝากไว้กับหลวงพ่อสิงห์ (วัดละหารใหญ่) เล่าเรียนหนังสือทั้งไทยและอักษรขอม ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นขอลาหลวงพ่อสิงห์กลับไปช่วยโยมบิดา มารดา ทำงานบ้าน จนถึงอายุ 19 ปี ท่านจึงถูกคัดเลือกเข้าเป็นลูกหมู่ หรือทหารประจำการในสมัยนั้นอยู่ที่กรุงเทพถึง 4 ปีเศษ จึงได้รับการปลดปล่อยกลับมาอยู่บ้านตามเดิม โยมบิดาจึงได้ขออนุญาตให้ท่านได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนา

หลวงปู่ทิม ได้อุปสมบทที่วัดทับมา โดยพระครูขาว เจ้าคณะแขวงเมืองระยอง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสิงห์เป็นกรรมวาจาจารย์ เจ้าอธิการเกตุเป็นอนุสาวนาจารย์ โดยทำพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2449 ตรงกับปีมะแม เดือน 6 วันเสาร์ ขึ้น 7 ค่ำ ได้รับฉายานามสงฆ์ว่า “อิสริโก” หลังจากบวชแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนทางปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานจากหลวงพ่อสิงห์ อาจารย์ของท่าน และศึกษาวิชาต่างๆ จากตำราคู่วัดละหารใหญ่ (เข้าใจว่าเป็นตำหรับเดิมของหลวงปู่สังข์เฒ่า) จนมีความรู้แตกฉานได้ออกจาริกปฏิบัติธุดงค์กับหลวงพ่อยอด นักปฏิบัติที่เป็นอาจารย์ ออกตังค์ไปตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเจริญสมณธรรม ออกหาความวิเวกสันโดษ ตามอัธยาศัยเป็นเวลา 3 ปี ครั้นเมื่อใกล้เข้าพรรษากลับมาถึงจังหวัดชลบุรีได้จำพรรษาที่วัดนามะตูมถึง 2 พรรษา ได้เที่ยวร่ำเรียนศึกษาวิชาเพิ่มเติม กับพระเกจิอาจารย์หลายรูป ทั้งพระสงฆ์และฆราวาสที่เก่งกล้าอีกลายคน จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดละหารไร่ และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ ตั้งแต่พ.ศ. 2450 ท่านได้ก่อสร้างเสนาสนะบูรณซ่อมแซมกุฏิ และถาวรวัตถุอีกหลายอย่าง

หลังจากหลวงปู่ทิม อิสริโก ได้สร้างอุโบสถเสร็จด้วยบารมีของท่านแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน 2517 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 95 ปี หลวงปู่ทิมได้วางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ “ภาวนาภิรัติ” และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2518 จากนั้นได้สร้างปละปรับปรุงหอฉัน “อุตตโม” หลวงพ่อทิมมีตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นพระครูภาวนาภิรัติ ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “หลวงปู่ทิมฎ ซึ่งท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อเวลา 23.00 น. ของวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2518 ณ หน้าหอสวดมนต์ วัดละหารไร่ หลังจากรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จ ณ ศรีราชา เป็นเวลา 23 วัน คณะศิษย์จึงได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดละหารไร่ และเก้บศพไว้บนศาลาภาวนาภิรัติ โดยขอพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2526 ณ เมรุวัดละหารไร่

หลวงปู่ทิม อิสริโก ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติเป็นพระที่ยึดมั่นในพระธรรมและพระวินัยขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระมักน้อย สันโดษ ไม่ยินดียินร้ายในรูปรส กลิ่น เสียง ฉันอาหารเจเป็นประจำ ฉันภัตราหารมื้อเดียวเวลาประมาณ 7.00น. และฉันน้ำชาประมาณ 4 โมงเย็น จะไม่มีการฉันเพลเลย อาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรืออาหารคาวทุกชนิดท่านจะไม่ยอมฉัน แม้แต่น้ำปลา อาหารที่ท่านฉันส่วนใหญ่จะเป็นผัก ถั่ว หรือน้ำพริกกับเกลือป่น ปฏิบัติอย่างนี้เป็นเวลาถึง 50 ปี ร่างกายผิวพรรณของท่านก็ปกติอยู่ตามเดิม พละกำลังของท่านยังดีแะลสมบูรณ์อยู่เช่นเดิม ร่างกายอ้วนท้วนพอสมควร ทั้งนี้คงเป็นเพระบุญบารมีของท่านที่สะสมมา จึงทำให้ท่านเป็นพระที่เคร่งครัด และบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัย ดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง 96 ปี อายุพรรษา 72 พรรษา และได้มรณภาพด้วยโรคชรา หลังจากเข้ารับการรักษาจาก

และวันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี วัดละหารไร่และคณะศิษย์จะร่วมกันจัดงานวันระลึกถึงหลวงปู่ทิม ซึ่งก็มีลูกศิษย์มาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก

ประวัติวัดละหารไร่

ที่ตั้ง วัดละหารไร่ ตั้งอยู่หมู่ที่ 8 ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

ประวัติความเป็นมา

วัดละหารไร่นี้ก่อตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ.2354 โดยหลวงพ่อสังข์เฒ่า รองเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่สมัยนั้น เห็นว่าพื้นที่ทางฝั่งคลองด้านตรงข้ามทางทิศเหนือของวัดละหารใหญ่มีทำเลดีเหมาะแก่การปลูกพืชผัก จึงได้หักล้างถางพงใช้เป็นพื้นที่ปลูกพืชผัก ขึ้นแรกได้สร้างที่พักร่มเงาไว้เมื่อถึงเวลาเข้าพรรณา ก็จำพรรษาที่วัดละหารใหญ่ ต่อมามีผู้คนไปทำไร่ในแถบใกล้ๆ ที่นั้นมากขึ้น เห็นว่ามีพระสงฆ์อยู่ เมื่อถึงวันพระก็จัดภัตตาหารไปถวายเป็นประจำ ต่อมาได้มีพระภิกษุไปอยู่เพิ่มมากขึ้น จึงได้ก่อสร้างกุฏิวิหาร พระสงฆ์ก็มาจำพรรษาที่นั่น ตั้งชื่อว่า “วัดไร่วารี” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดละหารไร่” โดยมีหลวงพ่อสังข์เฒ่าเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก

ในภายหลังทางวัดละหารไร่ได้มีพระภิกษุแก่อวุโสขึ้นหลวงพ่อสังข์เฒ่าจึ มอบให้ปกครองกันเอง ส่วนตัวท่านได้กลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดละหารใหญ่ (ทราบว่าภายหลังได้รับการนิมนต์จากเจ้าเมืองระยองไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเก๋ง จังหวัดระยอง) มอบหมายให้หลวงพ่อแดง เป็นเจ้าอาวาสแทน เต่มาได้มีเจ้าอาวาสอีกหลายรูปปกครองวัดละหารไร่ คือ หลวงพ่อเกิด หลวงพ่อสิงห์ หลวงพ่อจ๋วม ต่อมาหลวงพ่อจ๋วมได้ลาสิกขาบท ทำให้วัดละหารไร่ขาดพระภิกษุจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน ในขณะนั้นหลวงพ่อทิม อิสริโก (งามศรี) ได้เดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี พุทธศาสนิกชนบ้านละหารไร่จึงพร้อมใจกันนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2450 หลวงพ่อทิมจึงได้สร้างอุโบสถขึ้นหลังหนึ่งทำด้วยไม้ ปัจจุบันได้เลื่อนย้ายมาห่างจากที่เดิมประมาณ 20 วา และบูรณะให้อยูในสภาพเดิม

ปี พ.ศ.2483 หลวงพ่อทิมได้มอบศาลาการเปรียญเป็นสถานที่เปิดสอนนักเรียนเพื่อให้บุตรหลานได้ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาชาวบ้านเห็นดีด้วยจึงได้ร่วมใจสร้างอาคารเรียนแบบ ป.1 ข. ขึ้นหลังหนึ่ง และเริ่มทำการสอนเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2483 โดยมีนายเสียน จันทนี เป็นครูใหญ่

พ.ศ.2514 นายธง สุขเทศน์ และชาวบ้านวัดละหารไร่จึงได้ร่วมใจกันสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ โดยหลวงพ่อทิม มอบเงินให้เป็นทุนขั้นแรก 30,000 บาท ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ เมือวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2515 ด้วยบารมีของหลวงพ่อทิม บุโบสถก็สำเร็จภายในเวลาเพียงปีเศษเท่านั้น และได้ขอพระราชทานวิสุงคามเสมาทำพิธีฝังลูกนิมิตเมื่อตั้นปี พ.ศ.2517

ปี พ.ศ.2478 พระอธิการทิม อิสริโก จึงได้รับการแต่งตั้งจากคณะสงฆ์ให้เป็นพระครูชั้นประทวน โดยส่งหมายและตราตั้งไว้ทางเจ้าคณะจังหวัดระยอง แต่หลวงปู่ทิมก็ยังไม่ยอมไปรับ และไม่บอกใคร ทางจังหวัดจึงได้มอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอมามอบให้ที่วัดเอง ท่านจึงได้รับเป็นพระครูทิม อิสริโก และได้รับเป็นพระคู่สวด ปีพ.ศ.2497 ทางคณะสงฆ์ได้แต่งตั้งพระครูทิม อิสริโก เลื่อนชั้นเป็นพระครูสัญญาบัตร ท่านก็ยังไม่ยอมเอา และไม่บอกให้ญาติโยมได้รู้จนทางเจ้าคณะอำเภอได้มีหนังสือส่งไปยังวัด ไวยาวัจกรได้ทราบและนำเรื่องนี้ปรึกษาชาวบ้านและคณะกรรมการวัดให้ทราบ ตึงอาราธนาหลวงปู่ทิม มารับัญญาบัตรพัดยศ เมือนวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2507

บารมีของหลวงปู่ทิม

คัดลอกจากหนังสือที่ระลึก ฉลองหอฉัน และฉลองอายุครบ 8 รอบ พระครูภาวนาภิรัต (ทิม) วัดละหารไร่ ระยอง 10 มิ.ย.2518

จากบันทึกของนายสาย แก้วสว่าง

บิณฑบาตที่จ.ชลบุรี

มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี อ.บางละมุง ซึ่งผมจำชื่อไม่ได้ ได้มาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อวานนี้ผมเห็นหลวงปู่ทิม ไปบิณฑบาตอยู่ที่เมืองชล ผมจำได้เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เพราะจำหลวงปู่ทิมได้ ผมก็ได้แต่นึกและก็ไม่กล้าตอบ แต่นึกว่าหลวงปู่ของเราจะเป็นไปได้หรือ ผมจึงเก็บเอาเนื้อความนี้ไว้แต่ในใจและก็คุยกันเรื่องอื่นต่อไป อยู่มาประมาณอีกสัก 10 กว่าวันก็มีคนเมืองชลมาเล่าให้ผมฟังอีก ก็เหมือนกับทีคนแรกเล่าให้ผมฟังทุกประการ ผมจึงลองถามหลวงตาที่เป็นขรัวรองอยู่ที่วัดดูและเล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง ท่านตอบว่า อาตมาก็ไม่ทราบและไม่ได้สังเกตเพราะฉันจังหันต่างกัน แต่ก็ปรากฏท่านทีอาหารแปลกปะปนอยู่เสมอ แต่ก็อาจจะเป็นความจริงเพราะท่านเป็นพระที่สำเร็จญาณชั้นสูงอยู่แล้ว

ยิงไม่ถูก

มีชาวบ้านหนองละลอกคนหนึ่งชื่อ นายธง สุขเทศ หรือชาวบ้านละแวกนั้นมักเรียกว่า ปลัดธง บ้านอยู่ไม่ห่างจากบ้านผมเท่าไรนัก หลังจากที่ผมกลับจากทำงานก็อาบน้ำจวนจะทานอาหาร เวลาประมาณ 1 ทุ่ม ปลัดผู้นี้ก็เริ่มจะทานอาหารเหมือนกัน หยิบจานอาหารมาวางและมีลูกสาวอยู่ใกล้ๆ ผมก็กำลังทานอาหารอยู่ที่บ้าน ก็ได้ยินเสียงปืนระเบิดขึ้น 2 จังหวะ 4 นัด แล้ว 3 นัดติดต่อกัน ปรากฏภายหลังว่าผู้ยิงพาดปืนกับขอบสังกะสีรั้วบ้านระยะประมาณ 4 เมตร แต่กระสุนมิได้ถูกนายธงเลย มีกระสุนไปถูกขาตั้งรถจักรยานทำให้สะเก็ดบินไปโดนเด็กลูกสาวที่ขาบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้คงเป็นเพราะอภินิหารเหรีญหลวงปู่ทิมรุ่นแรกซึ่งนายธงแขวนคออยู่เพียงเหรียญเดียว ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่าผู้ยิงใช้ปืนคาบิ้น 2 กระบอกเพราะเก็บปลอกกระสุนได้แน่ชัด

ยิงไม่เข้า

มีคนเดินทางมาจากเมืองชลเล่าให้ผมฟังว่าเพื่อนของเขาถูกยิงตอนเวลาหลังอาหารด้วววยปืนลูกซองถึง 9 นัด เสื้อขาดทะลุถึงผิวหนังไหม้เกรียมแต่ไม่เข้า ทั้งนี้ก็เพราะเขาได้ปลักขิกหลวงปู่ทิมกับลูกอมมาแขวนไว้เพียงไม่กี่วัน และเรื่องเท่าที่ผมเห็นมาเกี่ยวกับปลักขิกก็คือหลานของผมถูกสุนัขกัดจนเสื้อออกางเกงขาดเป็นริ้วรอย ถึงกับล้มลงนอนร้องไห้ เมื่อผมวิ่งไปช่วยปรากฏว่าไม่มีรอยเขี้ยวสุนัขเลย เด็กคนนั้นมีแต่เพียงปลักขิกของหลวงปู่ทิมแขวนอยู่ที่เอว 1 อันเท่านั้น

น้ำมนต์เดือด

เมื่อราว พ.ศ.2511 ที่วัดตะพงนอก อ.เมือง จ.ระยอง ได้มีพิธีปลุกเสกพระเครื่องรางของขลังหลวงพ่อจันทร์ เจ้าอาวาสวัดตะพงนอก ในพิธีนี้ได้นิมนต์เกจิอาจารย์มาหลายรูปด้วยกัน และหลวงปู่ทิมก็ได้รับนิมนต์ด้วย หลังจากเริ่มพิธีปลุกเสก หลวงพ่อต่างๆ ก็ได้ทำการปลุกเสก และในพิธีนี้ อาจารย์รัตน์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดได้นำโอ่งใส่น้ำมนต์มาตั้งไว้ และนิมนต์หลวงปู่ทิมทำการปลุกเสกน้ำมนต์องค์เดียวท่ามกลางพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ปรากฏว่าน้ำมนต์ที่อยู่ในโอ่งใหญ่ครึ่งโอ่งพอหลวงปู่ลงมือปลุกเสกน้ำได้เดือดและค่อยๆ ทวีความสูงขึ้นท่ามกลางความอัศสสจรรย์ของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอ่างมาก ปรากฏว่าหลวงจากพิธีแล้ว น้ำมนต์ได้ถูกชาวบ้านแย่งเอาไปจนหมดสิ้น

แคล้วคลาด

นายจำลองแห่งร้านทวีทรัพย์ ได้ชวนนายเพียรวิทย์ จารุสถิติ นายนิวัฒน์ ร้านรุ่งเรืองมิตร ได้ไปหาหลวงปู่ทิมเพื่อนมัสการท่าน ขากลับได้บูชาเหรียญ รูปถ่ายและปลักขิก กลับมาได้ครึ่งทางนายนิวัฒน์จึงชวนนายจำลองเพื่อขอลองของ ทั้ง 3 ก็ได้ทำการทดลองโดยทั้ง 3 นำเอาเครื่องรางดังกล่าวอาราธนาแล้วแขวนกิ่งต้นไม้ นายจำลองได้ใช้ปืน .22 ยิงในระยะห่างกันประมาณ 1 คืบ ปรากฏว่ายิงไม่ถูก นายนิวัฒน์จึงขอยิงบ้าง จ่อยิงปรากฏว่าไม่ถูกอีกเช่นกัน ทั้งคู่บอกว่าถ้าระยะนี้ยิงไม่ถูกก็ไม่ต้องใช้ปืนแล้ว เพราะทั้งคู่เป็นผู้ที่สนใจปืนอยู่แล้ว

ถ่ายรูปหลวงปู่ไม่ติดถ้าไม่ขออนุญาต

เมื่อคราวปลุกเสกของที่วัดพลา จังหวัดระยอง หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปนั่งปลุกเสกด้วย มีช่าวภาพหนังสือพิมพ์ไปถ่ายรูปโดยไม่ขออนุญาตจากหลวงปู่ก่อนปรากฏว่า กดชัตเตอร์เท่าไรๆ ชัตเตอร์ก็ไม่ทำงาน แต่พอนึกได้เข้าไปขออนุญาตก็ติดและได้ภาพที่ชัดเจนดี

เสกตะกรุดใต้น้ำ

คุณป้าอยู่ งามศรี บ้านอยู่ใกล้ๆ วัดละหารไร่และเป็นหลานของหลวงปู่ทิมได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยหลวงปู่ทิมอายุประมาณ 60-70 ปี เวลาท่านทำตะกรุดท่านจะลงไปทำใต้น้ำโดยถือตะกรุดแล้วเดินลุยน้ำลงไปจากศาลาหน้าวัด มีผู้เห็นกันหลายคน เมื่อหลวงปู่ทิมทำตะกรุดเสร็จเดินลุยน้ำขึ้นมาทุกคนประหลาดใจ เพราะเนื้อตัวและจีวรของหลวงปู่ทิมหาได้เปียกน้ำไม่

เสกตะกรุดลอย

ท่านอาจารย์รัตน์ เจ้าอาวาสวัดหนองกระบอก อ.บ้านค่าย จ.ระยองเล่าให้ฟังว่า หลวงปู่ทิมเป็นพระที่มีพลังจิตกล้าแข็งมากสามารถเสกจนตะกรุดลอยได้ ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งได้นิมมนต์พระอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดระยองมา 4 รูปด้วยกัน มีหลวงพ่อหอม หลวงพ่ออ่ำ หลวงพ่อชื่น และหลวงปู่ทิม ให้หลวงพ่อที่มาทั้ง 4 รูปนำตะกรุดสาริกามาด้วย แล้วนำลงใส่บาตรให้หลวงพ่อทั้ง 4 องค์นั่งล้อมรอบบาตร และขอให้ท่านทุกองค์เรียกตะกรุดให้ลอยขึ้นจากบาตร หลวงพ่อหอม เป็นผู้เรียกก่อนโดยนั่งบริกรรมอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมา จากนั้นหลวงพ่ออ่ำ และหลวงพ่อชื่อก็ได้นั่งบริกรรมทำนองเดียวกัน ตะกรุดก็ไม่ยอมลอยขึ้น จนถึงองค์สุดท้ายคือหลวงปู่ทิม ท่านนั่งบริกรรมอยู่สักครู่ก็ปรากฏว่าตะกรุดลอยขึ้นมาจากก้นบาตร หลวงพ่อหอมและเจ้าอาวาสวัดหนองกระบอกเห็นเช่นนั้นก็ตกใจแลบอกว่า ขอให้ช่วยทำให้วิ่งรอบบาตรด้วย หลวงปู่ทิมก็นั่งหลับตาภาวนา ตะกรุดก็วิ่งอยู่รอบๆ บาตรท่ามกลางความตื่นตะลึงของพระสงฆ์ทุกองค์ และเรื่องนี้ได้เป็นที่โจษขานกันทั่วไปในจังหวัดระยอง

อำนาจจิตอันกล้าแข็งของหลวงปู่ทิม

แม้แต่เครื่องปั่นไฟท่านก็สามารถบังคับให้หยุดได้โดยไม่ทราบสาเหตุ คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่วัดละหารไร่มีลิเกมาเล่น พอลิเกกำลังจะออกแขกก็ปรากฏว่าไฟฟ้าดับพรึบลง พอแขกเข้าโรงไฟฟ้าก็สว่างขึ้นเป็นอย่างนี้ถึง 3ครั้ง จนต้องมีคนเตือนคณะลิเกให้ไปขออนุญาตหลวงปู่ทิมเสียก่อน เมื่อไปขออนุญาตแล้วก็ปรากฏว่าไฟฟ้าที่เคยปิดๆ ดับๆ ก็ติดสว่างตลอดทั้งคืน

หลวงปู่ทิมเป็นพระที่สร้างของยาก

มีผู้ไปขอสร้างของเสมอ แต่ถูกปฏิเสธไปเกือบทุกราย ท่านบอกว่าท่านไม่เก่ง แต่นับเป็นการประหลาดมากเมื่อครั้งที่คุณชินพร สุขสถิตย์ บรรณาธิการหนังสืออภินิหารและพระเครื่องไปกราบนมัสการและขออนุญาตท่านสร้างพระเครื่องเพื่อหารายได้สร้างศาลาการเปรียญท่านอนุญาตให้โดยดี ทั้งๆ ที่ตัวผู้ขอสร้างเองยังหนักใจเรื่องทุนที่จะนำมาลงทุนสร้างซึ่งต้องใช้เงินหลายแสนเพราะมีการหล่อพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พราะสังกัจจัยและพระปิดตาถึง 4 รายการด้วยกัน แต่หลวงปู่ทิม ท่านบอกว่า “ทำไปเถิดและจะสำเร็จเอง” ถึงปรากฏเป็นเรื่องจริงขึ้น บรรดาทุนรอนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะต้องจ่ายให้ช่างหล่อกันก็มีลู่ทางและได้มาอย่างไม่น่าเชื่อในการสร้างพระเครื่องครั้งนี้ หลวงปู่ทิมท่านพูดว่า “เป็นการสร้างของลูกศิษย์แท้ๆ และเงินทองจะไหลมาเทมา” หลวงปู่ทิมจึงอนุญาตให้คุณชินพรและคุณอารมย์ ทับสุวรรณ ครอบครูเป็นศิษย์ของท่านได้ทั้งๆ การจะครอบครูเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงปู่ทิมนั้นนับว่ายากมาก ศิษย์ที่จะได้รับครอบครูต้องปรนนิบัติรับใช้เป็นเวลาหลายๆ ปีจึงจะครอบครูให้

เรื่องจากคุณธงชัย อุดมความสุข

ตะกรุด 3 กษัตริย์

นับเป็นยอดตะกรุดมหานิทรา ยิงไม่ออก ถ้านำไปแขวนไว้ที่เสาหมอจะสะกดคนในบ้านให้หลับไหลหมด ขึ้นหยิบทรัพย์สินได้และดูเหมือนจะประสบกับโยมวัดผู้หนึ่ง เสียของเกือบหมดบ้านเพราะนอนไมรู้สึกตัวเลย เนื่องจากเอาตะกรุด 3 กษัตริย์ไปแขนไว้ที่เสาหมอกลางบ้าน หลวงปู่ทิมทราบเรื่องจึงไม่คิดจะทำอีก

อาของผู้เขียนเล่าให้ฟังว่านางเอี้ยน เกสารัตน์ เสมียนประจำสำนักงานสหกรณ์ระยองไปขอตะกรุด 3 กษัตริย์จากหลวงปู่ทิม พอได้มาก็เอากลัดไว้กับเสื้ออย่างมั่นคง พอลากลับหลวงปู่ทิมถามว่าตะกรุดยังอยู่ดีหรือ? นางเอี้ยนก็ตอบว่าอยู่ค่ะ หลวงปู่หัวเราะแบมือให้ดู ปรากฏว่าตะกรุดอยู่ในมือหลวงปู่ทิม นายเอี้ยนหันมาดูที่เสื้อไม่พบตะกรุดก็ตกใจ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าหลวงปู่ทิมทราบดีว่านางเอี้ยนไม่ค่อยเชื่อถือท่านเท่าใดนัก จึงลองให้ดู ตะกรุด 3 กษัตริย์ของท่านนี้เล่ากันว่าเอาปืนยิงใส่บ้านยังไม่ออกเลย ไปยิงลิงยิงค่างถ้าเอาตะกรุดไปด้วยก็จะทำให้ยิงไม่ออกเช่นกัน

เรื่องจากคุณชินพร สุขสถิตย์

ปลาของหลวงปู่ทิม

ช่างมงคล นาคแทน ผู้รับเหมาสร้างโบสถ์และศาลาการเปรียญได้เล่าให้ผมฟังว่า มีอยู่วันหนึ่งคุณมงคลได้มาที่วัดเพื่อควบคุมงานก่อสร้าง หลวงปู่ได้เรียกเข้าไปหาและสั่งว่าได้ขอร้องไม่ให้ลูกน้องไปยุ่งเกี่ยวกับปลาในสระแล้วทำไมลูกน้องจึงเข้าไปยุ่งอีก ขอให้ช่วยไปตักเตือนสั่งสอนด้วย คุณมงคลได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เพราะหลวงปู่ได้สั่งไว้หลายหนแล้วว่าให้กำชับคนงานอย่าให้ไปยุ่งกับปลาในสระน้ำ คุณมงคลจึงกลับไปที่พักคนงานและเรียกลูกน้องมาด่าทุกคน แล้วถามว่าใครไปจับปลาของหลวงปู่ ซึ่งทุกคนปฏิเสธ คุณมงคลจึงไปหาหลวงปู่อีกและออกรับแทนลูกน้องว่า ไมมีลูกน้องคนใดไปยุ่งเกี่ยวกับปลาของหลวงปู่เลย หลวงปู่ทิมจึงว่า “ไอ้คนดำมืดยังไง” คุณมงคลก็กลับไปใหม่ และไปเรียกนายดำซึ่งมีผิวกายดำมะเมื่อมอยู่คนเดียวมา และบอกว่า “หลวงปู่บอกว่าลื้อไปจับปลาของท่านมาจริงหรือเปล่า” นายดำได้ยินก็ตกใจพูดกับช่างมงคลว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรก็ผมไปแอบจับตอนตี 1 แล้วนี่ครับ

เกี่ยวกับปลานี้

คุณเพรียรวิทย์ จารุสถิติศิษย์ก้นกุฏิของท่านเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อถึงวันดีคืนดี หลวงปู่จะเดินลุยน้ำลงไปในสระ คลี่ชายจีวรออก จับกางสองมือแล้วช้อนปลาเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง มีปลาเข้ามาขังอยู่ที่ชายจีวรแน่นไปหมด คุณเพียรวิทย์บอกว่าหลวงปู่ใช้มนต์จินดามณีเรียกปลามาหา

เรื่องจากคุณ พ.เด็กวัด..หลวงปู่ทิมของผม

สมัยที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม ท่านกำหนดจิตยกมือพนมเหนืออก ข้อศอกคู้แนบติดกับลำตัวย่างเท้าก้าวเดินอยางช้าๆ กำหนดเดินไปข้างหน้าเก้าสิบเก้าก้าว และกันหลังกลับถอยไปอีกเก้าสิบเก้าก้าว บริเวณที่หลวงปู่ทิมเดินจงกรม บริเวณที่เดินจงกรมนี้ต้นหญ้าไม่กล้างอกขึ้นมา แต่แปลกที่สุด ไม่ว่าพวกมดหรือสัตว์สี่เท้าใดๆ ไม่กล้าเดินผ่านบริเวณนั้น จะต้องเดินอ้อมพ้นเขตบริเวณจงกรม

คาถาของหลวงปู่ทิม

“มะอะอุ ทุกขัง อนิจัง อนัตตา พุทโธ พุทโธ”
หลวงปู่ทิมท่านว่าเป็นคาถาที่ดีและก็สั้น และพุทธคุณของคาถาบทนี้ก็สูงมากอยู่ที่คนปฏิบัติ ท่านยังกรุณาเล่าให้ฟังว่า มีใครคนหนึ่งที่อยู่ตลาดมาปรับทุกข์ให้ท่านฟังว่า ขายของก็ไม่ดีทะเลาะกับเมีอยู่ที่บ้านแทบทุกวัน ญาติพี่น้องต่างเกลียดชัง อยากจะขอคาถาให้เขารัก หลวงปู่จึงให้คาถาบทนี้ไป ปรากฏว่าเดี๋ยวนี้ ชายผู้นั้นมีความสุขแล้ว จะไปไหนเมียก็ตามไปด้วย ญาติพี่น้องก็รักใครกันดี ผู้เขียนจึงมั่นใจว่าพุทธานุภาพในคาถาบทนี้จะประสบผลสำหรับผู้ที่ปฏิบัติเป็นประจำสม่ำเสมอ ถ้าผู้ใดได้รับคาถานี้ไป ขอให้นึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และคุณหลวงปู่ทิมเป็นที่ตั้งทุกอย่างก็จะอำนวยโชคพอสมควรกับบุญกรรมของบุคคลนั้น

พัดโบกหลวงปู่ทิม

ช่วงเดือนตุลาคม ปี 2517 ได้เกิดน้ำป่าไหลท่วมบริเวณวัด ขณะนั้นหลวงปู่ทิมนั่งฟังเสียงน้ำหลากอยู่หน้าห้องของท่านพลันลุกขึ้นเข้าห้องหยิบผ้ายันต์ผืนสี่เหลี่ยม ถือเดินออกไปยังหอฉันเก่า ซึ่งผู้เขียนเกรงว่าจะถูกน้ำพัดพาไปด้วย หลวงปู่ท่านยืนเสกผ้าผืนนั้นซักอึดใจหนึ่งท่านก็โยดผ้าผืนนั้นลงไปตามกระแสน้ำ ผ้าผืนนั้นก็ลอยไปตามน้ำอย่างรวดเร็วท่ามกล่างคนงานที่ได้ช่วยกันเก็บเครื่องครัวอยู่บนวัดโดยไม่ทราบว่าหลวงปู่ได้ทำอะไร สักครู่หนึ่งทุกคนต่างตะลึงได้เห็นผ้าผื้นนั้นไหลทวนน้ำขึ้นมาหาหลวงปู่โดยหอบเอาอะไรมาสิ่งหนึ่ง หลวงปู่ได้หยิบผ้าผืนนั้น ปรากฏมีลูกไก่เล็กๆ สีขาวคู่หนึ่งอยู่ในอุ้งมือ ท่านเอามือลูบไล้ไปที่ลูกไก่สีขาวคู่นี้ด้วยความปราณีอย่าง

พระเครื่องจังหวัดสุราษฎร์ธานี

5481659745

หลวงพ่อเชื่อมท่านนี้ก็เป็นสหธรรมมิกกับหลวงพ่อพัว วัดบางเดือน ต่างก็มีวิทยาคมขลังด้วยกันทั้งคู่ จัดว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแถวหน้าของจังหวัดสุราษฏร์ธานี มีพลังจิตกล้าแข็งชนิดว่าสะกดจระเข้ให้อยู่กับที่กระดุกกระดิกเครื่องไหวไม่ได้

หลวงพ่อเชื่อมออกเหรียญเพียงรุ่นเดียวเมือปี พ.ศ. 2499 เหรียญรุ่นนี้ภายในเหรียญจะบอก “อ. ท่าขนอม” แต่ถ้าบอกว่า “อ.คีรีรัฐนิคม” นั้นเป็นเหรียญรุ่นหลัง เหรียญรุ่นนี้มีประสบการณ์ทาคงกระพันสูงมาก อย่างเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีคนถูกยิงด้วยปืนลูกซองสั้น ที่อำเภอ พุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี ลูกกระสุนเข้าเต็มหน้าอกทั้ง 9 เม็ด เสื้อขาดเป็นรูบานใหญ่โต คนถูกยิงกระเด็นหงายหลังไปนอนกับพื้น มือปืนเข้าใจว่าเสร็จแน่นอนแล้วจึงแผ่นตามระเบียบ คนถูกยิงจุกเต็มอกกว่าจะลุกนั่งขึ้นมาได้ พอสำรวจดูที่หน้าอก ปรากฏว่าเป็นรอยช้ำแดงๆ ไปทั้งแผ่นอก ลูกกระสุนไม่เข้าแม้แต่เม็ดเดียว ซึ่งประสบการณ์ทางคงกระพันที่ถูกยิงไม่เข้านี้ ก็มีเจอกันนับเป็นหลายสิบรายที่เดียวครับ หลายคนห้อยเหรียญหลวงพ่อเชื่อมรุ่นนี้ไปกรีดยางโดนงูกะปะกัดเข้าเต็มเอ็นร้อยหวาย ก็ปรากฏว่าไม่เข้าเหมือนกันครับ พระเกจิอาจารย์ยุคเก่า ของภาคใต้เขาเก่งแบบนี้แหละครับ ถ้าไม่เก่งจริงไม่ออกของหรือวัตถุมงคลเป็นแน่ กล่าวสำหรับเหรียญหลวงพ่อเชื่อมรุ่นนี้ ถ้าสวยๆ ก็มีราคาถึงหลัก หมื่นอ่อนๆ เชียวครับ แล้วหาไม่เจอง่ายๆ

หลวงพ่อเรือง วัดหัววัง

4446

หลวงพ่อเรือง ปุญญสฺสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหัววัง ต.บ้านใหม่ อ.ระโนด จ.สงขลา หลวงพ่อเรือง ปุญญสฺสโร นามเดิมชื่อ เรือง ศรีปาน บิดาชื่อนายปาน มารดาชื่อนางแก้ว เกิดเมื่อวันศุกร์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2425 ตรงกับขึ้น 10 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม เกิดที่บ้าน ธรรมเถียร ต.พะนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีพี่น้องร่วมมารดา 5 คนคือ

1.พระครูเรือง ปุญญสฺโร

2.นายเกลี้ยง ศรีปาน

3.นางทอง ศรีปาน

4.นายทับ ศรีปาน

5.นางพุด ชีวิต

ตอนปฐมวัย อายุได้ 7 ปี ได้เข้าอยู่วัดทะเลใต้ ได้ศึกษาหนังสือไทยและภาษาขอม จัดว่าเป็นผู้มีความรู้พอตัวในสมัยนั้น พออายุได้ 17 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร แล้วศึกษาพระธรรมวินัย จนอายุได้ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ วัดทะเลใต้ มีพระอาจารย์คง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระสุข ผลธมฺโม เป็นพระกรรมอาจารย์ พระผุด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2446 เวลา 16.20 น. แล้วศึกษาพระธรรมวินัยเป็นเวลา 2 ปี ได้เดินทางไปธุดงค์ แล้วไปเข้าพรรษาที่วัดศาลาธรรม์ อ.ระโนด จ.สงขลา เป็นเวลา 2 ปี เข้าพรรษาที่วัดเฉียงพงค์เป็นเวลา 2 ปี ขณะนั้นทางวัดหัววังซึ่งมีพระจำพรรษาอยู่น้อย คณะพุทธบริษัทรู้ว่าท่านเป็นผู้หนักแน่นในพระธรรมวินัย จึงได้นิมนต์ท่านมาจำพรรษา ณ วัดหัววัง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 เป็นต้นมา

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2474 ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดหัววัง

วันที่ 31ธันวาคม 2474 ได้รับการแต่งตั้ง เป็นกรรมการศึกษา ประจำอำเภอระโนด

วันที่ 1 มีนาคม 2481 ได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูชั้นประทวน ท่านได้บำเพ็ญสมณกิจ อบรมสั่งสอนคณะศิษยานุศิษย์ และพุทธบริษัทของวัด มีผู้ไปมาหาสู่ท่านโดยมิได้ขาด จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2514 ท่านได้บอกให้ศิษยานุศิษย์ได้เตรียมหีบศพ ทั้งๆที่ท่านมีสุขภาพแข็งแรง วันที่ 23 พฤศจิกายน 2514 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือนอ้ายปีจอ เวลา 06.10 น. ท่านได้มรณภาพไปอย่างสงบ รวมอายุได้ 88 ปี 1 เดือน 27 วัน ครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต 71 พรรษา ในคืนก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านได้เรียกศิษย์คนหนึ่งเข้าไปให้โอวาทว่า ให้ทำตัวเหมือนผึ้ง อย่าทำตัวเป็นแมลงวัน แม้สังขารอันไร้วิญญาณของท่านที่เก็บไว้ตั้งแต่วันมรณภาพจะกลับเป็นเถ้าถ่านไป แต่ความดีของท่านยังคงมีอยู่ไม่มีวันหมดสิ้น

ประวัติของท่านไม่มีใครรู้และไม่ได้จารึกไว้จากคำบอกเล่าของคุณพ่อของกระผมซึ่งเป็นคุณครูสอนโรงเรียนวัดหัววังในสมัยพ่อท่านเรืองยังมีชีวิตอยู่ท่านชอบศึกษาวิชาคาถาอาคม แต่สัญนิฐานว่าท่านน่าจะเป็นศิษย์เขาอ้อได้รับการถ่ายทอดวิชาจากอาจารย์ทองเฒ่าโดยตรงเพราะท่านเป็นคน อ. ควนขนุน จ. พัทลุง และอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา

งานบูชาเพลิงศพ พระครูเรือง ปุญญสฺสโร วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน 2517 เกือบ 3 ปี ร่างของท่านเป็นอมตะ ไม่เน่า ไม่เปื่อย ตับของท่านเป็นเหล็ก สรุปวัตถุมงคลของท่าน

1. ผ้ายันต์ ตามในรูป

2. ตะกรุด ตามในรูป หายาก

3 รูปเหมือนหล่อปั๊ม ทำด้วยกัน 2 ครั้ง

หลวงพ่อทอง วัดคลองแห

989999055

ว่ากันตามความจริงแล้ว มงคลวัตถุของหลวงพ่อทอง วัดคลองแห นั้น ท่านไม่ค่อยจะได้สร้างอะไรไว้มากนัก ทั้งๆ ที่มีวิชาอาคมมาก มีพลังจิตสูง และความเคร่งครัดต่อพระศาสนา ท่านน่าจะได้สร้างมงคลวัตถุเอาไว้ให้ลูกหลานได้ใช้กันอย่างมากมายบ้าง

แต่เท่าที่ได้สอบถาม พระอาจารย์บุญ เจ้าอาวาสสมัยนั้น และชาวบ้านคลองแห ที่เป็นคนเฒ่าคนแก่ ก็ได้ความว่า หลวงพ่อทองได้เคยสร้างมงคลวัตถุไว้ก็มี ผ้ายันต์ ซึ่งท่านไม่ค่อยจะทำให้ใครง่ายๆ มีผู้ได้ไว้น้อยราย และต่างก็หวงแหนด้วยกันทั้งนั้น หาดูก็ยาก ผ้ายันต์ของหลวงพ่อทองมีชนิดสีแดงและสีขาว

นอกจากนี้ก็มีชานหมาก “ของขลัง” ที่พระเกจิอาจารย์ชาวใต้ชอบทำกันคือ “ลูกอมชานหมาก” ที่เคยสร้างชื่อเสียงก็มีมากมาย อย่างเช่น ลูกอมชานหมากของ “พ่อท่านคล้าย” ลูกอมชานหมากของ “พ่อท่านคลิ้ง วัดถลุงทอง เป็นต้น

ลูกอมชานหมาก ของ หลวงพ่อทอง ก็มีผู้ได้รับกันไว้มากมายพอสมควร ส่วนใหญ่ก็มักจะได้รับโดยตรงจากมือของท่าน ถ้าหากมีการรับช่วงต่อกันมา ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นของแท้จากท่านหรือเปล่า ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องของ “ลูกอม” นั้น ไม่มีจุดสังเกต ใครจะสร้างจะทำออกมาภายหลังก็ย่อมได้

ตะกรุด หลวงพ่อทองได้เคยสร้างตะกรุดเอาไว้เช่นกัน มีตะกรุดโทน เป็นส่วนใหญ่ดอกหนึ่งยาวประมาณเกือบ 1 คืบ โด่งดังทางด้านคงกระพันแคล้วคลาด ท่านสร้างไว้มากพอสมควร นอกจากนี้ก็มีตะกรุดเมตตา ตะกรุดค้าขาย และตะกรุดต่างๆ อีกมากมาย

เหรียญรุ่นแรก

สำหรับเหรียญรูปเหมือน หลวงพ่อทองไม่เคยได้สร้างไว้ก่อนเลย เหรียญรุ่นแรกของท่านที่สร้างขึ้น ก็เป็นการสร้างหลังจากท่านได้มรณภาพไปแล้ว หรือที่วงการเรียกว่า “เหรียญตาย” สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสบรรจุอัฐิของท่านเมื่อ ปี พ.ศ. 2507 โดย พระอาจารย์บุญ หรือ หลวงพ่อบุญ เจ้าอาวาสในสมัยนั้นเป็นผู้สร้างขึ้น ปลุกเสกหมู่ โดยพระอาจารย์ที่มาในงานฌาปนกิจศพหลวงพ่อทอง ซึ่งล้วนแต่เป็นพระอาจารย์ชาวใต้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้น หนึ่งในนั้นที่จะขอเอยชื่อคือ “พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน” จำนวนการสร้าง เนื้อทองเหลือง 2,500 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 2,500 เหรียญ รวม 5,000 เหรียญ ลักษณะเหรียญ เป็นเหรียญรูปเสมา ขนาดสูง 3.3 ซม. กว้าง 2.3 ซม. ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อทอง ครึ่งองศ์ พาดผ้าสังฆฏิซึ่งช่างแกะได้แกะรูปหลวงพ่อทองเหมือนองค์จริงท่านมาก โดยรอบขอบเหรียญ มีจุดไข่ปลาทั้งซ้ายและขวา ด้านละ 19 เม็ด รวมสองด้าน38 เม็ด ใต้องค์หลวงพ่อทองมีอักษรไทยเขียนว่า “หลวงพ่อทอง คงมสสโร” ด้านหลังเหรียญ ส่วนบนเขียนว่า “ที่ระลึกในงานบรรจุอัฐิ” ถัดลงไปเป็นหัวใจพระธรรมต่างๆ เขียนเป็นภาษาขอม ถัดลงไปเป็นตัวเลขไทย ”๒๕0๗” อันหมายถึงปีที่สร้าง แถวล่างสุดเป็นตัวหนังสือไทย โค้งเกือบจะเป็นวงกลม ตามขอบเหรียญ อ่านได้ว่า “หลวงพ่อทอง คงมสสโร วัดคลองแห อ.หาดใหญ่ จ. สงขลา” เหรียญรุ่นสอง เนื่องจากเหรียญรุ่นแรก ที่ออกเป็นทีระลึกในการบรรจุอัฐิหลวงพ่อทอง นั้น ได้มีผู้นำไปใช้แล้ว เกิดประสบการณ์ต่างๆ นานา เป็นที่เลื่องลือกันมาก ทั้งในหมู่ลูกศิษย์ลูกหา และชาวบ้านโดยทั่วไป ข่าวลือไปทั่วเมืองหาดใหญ่ ทำให้ชาวหาดใหญ่พากันไปยังวัดคลองแหไม่เว้นแต่ละวัน ไปทำบุญบูชาเหรียญหลวงพ่อทองกัน ทำให้เหรียญรุ่นแรกที่สร้างไว้นั้นหมดไปจากวัด จึงสร้างเหรียญรุ่นสองขึ้นตอนปลายปี 2507 ลักษณะเหมือนเหรียญรุ่นแรก และเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ด้านหลังของเหรียญก็ได้ใส่ข้อความเพิ่มลงไปด้วยว่า ”รุ่น ๒” ต่อท้ายข้อความเดิมว่า ”ที่ระลึกในงานบรรจุอัฐิ” เห็นบอกมาว่าเหรียญรุ่นสองนี้สร้าง 20,000 เหรียญ สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เหรียญทั้งสองรุ่นนี้ก็มีผู้นำเอาไปใช้แล้วเกิดประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะด้านเมตตาค้าขาย และโชคลาภ เป็นที่เลื่องลือกันและบางคนก็เชื่อกันว่าชื่อของหลวงพ่อ “ทอง” นั้น เป็นสิริมงคลนาม ใครนำไปใช้ด้วยใจอันศรัทธา นำไปใช้ในทางถูกต้อง จะอธิษฐานสิ่งใดก็มักจะได้ผลสำเร็จเสมอ

เหรียญปั๊มข้างกระบอกรูปยันต์ หลวงพ่อกล่อม วัดขนอน จังหวัดราชบุรี

123

 
วัดขนอน ตั้งอยู่ที่ตำบลฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี วัดขนอนเป็นวัดสำคัญของประเทศไทย ที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการแสดงหนังใหญ่ และได้รับรางวัลจากทางยูเนสโก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปีพ.ศ.2550 และได้รับการยกย่องจาก ยูเนสโกให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่น ที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกเชิงนามธรรม

วัดขนอนแต่เดิมสร้างมาในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน จากคำบอกเล่าว่า แต่เดิมที่บริเวณหน้าวัดเคยเป็นที่ตั้งด่านเก็บภาษีอากร มีพื้นที่ค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้า เรียกว่า “ด่านขนอน” มีการเก็บจังกอบชนิดหนึ่ง “สิบหยิบหนึ่ง” เพื่อเก็บภาษีเข้าท้องพระคลัง บริเวณวัดขนอนมีต้นไม้ใหญ่รกครึ้ม มีนกนานาชนิดมาอาศัยอยู่เต็มไปหมด แต่เดิมชาวบ้านมักจะเรียกว่า “วัดกานอนโปราวาส หรือวัดกานอน” เนื่องมาจากนกนานาชนิดมาอาศัยอยู่และนกที่มีมากที่สุดก็คือนกกา

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้าราชการมาสำรวจ และสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสทางชลมารค จากไทรโยค มาตามลำน้ำแม่กลอง ผ่านตลาดบ้านโป่ง ตลาดโพธาราม จนถึงเมืองราชบุรี ท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงพ่อกล่อม) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้กล่าวว่า “อายหลวงท่านว่า ชื่อวัดวาอารามยังเอาชื่อสัตว์มาตั้ง เห็นควรให้เปลี่ยนชื่อจะดีกว่า” ด้วยเหตุนี้ วัดกานอนจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดขนอนโปราวาส” ตามชื่อสถานที่ด่านเก็บภาษีอากร ที่มีเขตติดกับวัด ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงใช้ชื่อนี้ตลอดมา แต่ชาวบ้านมักเรียกสั้นๆ ว่า “วัดขนอน”

พระอุโบสถวัดขนอน หลวงพ่อกล่อมท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ในปีพ.ศ.2450 มีช่างชาวจีนเป็นแม่งาน ในการก่อสร้างหลวงพ่อกล่อมเป็นผู้ออกแบบคิดประดิษฐ์ผูกลายประตู หน้าต่างหน้าบัน ฯลฯ บานประตูลงรักปิดทอง ลวดลายดอกไม้ ส่วนล่างเป็นภาพทวารบาลยืนถืออาวุธ ซุ้มประตูตอนบนมีจารึกอักษรไทยคำว่า “เจกหัว” ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นชื่อช่างชาวจีน ด้านหน้าพระอุโบสถมีบันไดเตี้ยๆ ขึ้นทางด้านข้าง เสาบันไดมีภาพจิตรกรรมจีนและอักษรจีน ด้านหนึ่งมีอักษรไทยว่า “โบษเจ๊กทำงาม”

ที่วัดขนอนมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงของโบราณ เช่น ถ้วยโถโอชาม เครื่องลายครามและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่เรียนรู้ทางด้านเศรษฐกิจสังคม ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ที่สำคัญก็คือมีการเก็บรักษาหนังใหญ่ของเก่า ที่สร้างขึ้นในสมัยพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงพ่อกล่อม) ไว้เป็นอย่างดี

หลวงพ่อกล่อมเกิดในราวปีพ.ศ.2391 ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างหนังใหญ่ขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากท่านมีความสนใจในด้านช่าง และที่วัดขนอนก็มีหนังใหญ่อยู่บ้างแล้ว คือหนังเดี่ยวตัวไม่ใหญ่เรียกว่าหนังกลาง ประกอบกับมีนายอู๋ผู้เคยเป็นโขนคณะของพระแสนฟ้าเจ้าเมืองราชบุรีมาชวนท่านให้ทำหนังใหญ่ให้เป็นสมบัติของวัด หลวงพ่อกล่อมจึงชวนช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาร่วมกันทำตัวหนัง โดยครูอั๋งเป็นช่างสลัก อีก 3 คนเป็นช่างเขียน หนังชุดแรกเป็นชุดหนุมานถวายแหวน

ต่อมามีการสร้างเพิ่มอีกหลายชุด โดยชาวบ้านได้นำหนังวัวมาถวายมากมาย คณะหนังใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในละแวกนั้น ส่วนใหญ่ก็มีอาชีพทำนา ถ้ามีผู้ต้องการให้ทางวัดไปแสดงก็ไปติดต่อที่วัด หลังจากหลวงพ่อกล่อมมรณภาพ ในปีพ.ศ.2485 และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังใหญ่ถูกทอดทิ้งเก็บไว้ที่ใต้กุฏิ และไม่มีใครได้สืบทอด

จนกระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมชมวัดขนอนจึงได้มีพระราชดำริให้ทางวัดขนอนได้จัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่แทนชุดเก่า และจัดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาหนังใหญ่ชุดเก่าเอาไว้ โดยทางมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นกำลังสำคัญและควบคุมการสร้างหนังใหญ่ชุดใหม่จนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2538 และได้นำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์พระราชทานให้วัดขนอนไว้ใช้ในการแสดงสืบไป และทรงให้ทางวัดส่งเสริมการฝึกหัดเยาวชนเชิดหนังใหญ่เล่นดนตรีไทยและสลักหนังใหญ่ไว้ด้วย

ก็เป็นเรื่องราวคร่าวๆ ของวัดขนอนและหนังใหญ่ ที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ถ้าผ่านไปทางโพธารามก็แวะเข้าไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ของวัดขนอนได้ครับ แล้วท่านจะภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเราครับ

หลวงพ่อกล่อมได้สร้างเหรียญปั๊มข้างกระบอกไว้ในราวประมาณปีพ.ศ.สองพันสี่ร้อยหกสิบกว่าๆ เป็นเหรียญที่เป็นรูปยันต์เพียงอย่างเดียว ด้านหลังเรียบและมีเหล็กจาร ปัจจุบันก็ไม่ได้พบเห็นกันนัก

10 คำคม “กูให้มึง” ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่

133
1.“ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งสละให้หมดมันยิ่งได้”

2.“กูให้พวกมึงรู้จักพอเพียง”

3.“กูทำดีเขาจึงให้ของดีกูมา”

4.“กูไม่เคยยินดียินร้ายในลาภยศสรรเสริญ”

5.“กูดีใจที่เกิดมาเป็นคนจนเพราะได้สร้างทานบารมี ถ้ากูเกิดมาเป็นคนรวยป่านนี้ คำว่า บุญก็ไม่รู้จักกัน”

6.“เงินเป็นทาสกู กูไม่ยอมเป็นทาสเงิน”

7.“การทำตัวให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่นั้นง่าย แต่จะสร้างสมบุญให้มีบารมีนั้นเป็นเรื่องยาก…ต้องเป็นผู้ให้ด้วยธรรมอันบริสุทธิ์จริง”

8.“กูจะทำให้ชาวบ้าน เพื่อตอบแทนข้าวน้ำ ที่เขาให้กูกินทุกวัน”

9.“เกิดมาแล้ว…รักความสงบ ให้มีศีลธรรมไว้ประจำใจทุก ๆ คน โลกจะได้อยู่ชุ่มกินเย็น…”

10.“…พระไม่ได้อยู่กับคนชั่วแต่อยู่กับคนดี ให้นึกว่าพระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้ อย่าทำตัวผิดศีลธรรม ผิดจารีตประเพณี โดยเฉพาะการทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท”

“โลภ โกรธ หลง มึงอย่าไปหลงงมงายเชียวน่ะ ถ้ามึงไม่อยู่ในศีลในธรรมมึงก็จะเป็นไปตามกรรมที่มึงสร้างไว้”

“คนเรา เมื่อมีเมตตาให้กับผู้อื่น ผู้อื่นเขาก็จะ ให้ความเมตตาตอบสนองต่อเรา ถ้าเราโกรธเขา เขาก็จะโกรธเราตอบเช่นกัน ความเมตตานี่แหละ คืออาวุธ ที่จะปกป้องตัวเราเอง ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เป็นอาวุธที่ใคร ๆ จะนำเอาไปใช้ก็ได้ จัดว่าเป็นของดีนักแล”

“…คนค้าคนขายยาบ้าเอาไปขังคุกขื่อคา มันไม่จำ ยาบ้าเกิดที่ไหนดับที่นั่น ฆ่าคนขายยาบ้าบาปเท่ากับตบยุงตาย 1 ตัว มึงไม่ต้องไปกลัวมันหรอก อย่าให้มันอยู่รกแผ่นดิน ไม่ต้องให้มันไปติดคุก มันก็ไปนอนกินยาบ้าในคุกสบาย เดี๋ยวก็ออกทำเหมือนเดิม…”

เผยพินัยกรรม หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ บริจาคร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ อัฐิลอยน้ำโขง

155
เผยพินัยกรรม”หลวงพ่อคูณ” บริจาคร่างให้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอาจารย์ใหญ่ อัฐิลอยน้ำโขง

เปิดพินัยกรรมหลวงพ่อคูณ บริจาคศพให้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนนำมาฌาปนกิจแบบเรียบง่าย ห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ อัฐิ อังคารลอยแม่น้ำโขง โดยมีพยานรับรอง 4 คน ร.ศ.สุขชาติ เกิดผล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายประทีป วงษ์กาญจนรัตน์ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และ นายเนาวรัตน์ สังการกำแหง นิติกร 8 (ชำนาญการ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับเนื้อหาสำคัญใจความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ในขณะนั้น ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากละสังขาร เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป

2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวด พระอภิธรรมศพ ที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชน์ใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกฏิและพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น

4.เมื่อดำเนินเสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

122

พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น

พระเทริดขนนก (อ่านว่า เซิด) กรุวัดเสมาสามชั้น นับเป็นพระกรุเก่าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมกันอย่างกว้างขวางพิมพ์หนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเก่าแก่ของประเทศไทย ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสำคัญเรื่อยมาตั้งแต่ในสมัยสุวรรณภูมิ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี จนถึงสมัยอยุธยา

849494980

สาเหตุที่เรียกกันว่า “เทริดขนนก” นั้น เรียกขานตามลักษณะของพระเศียรซึ่งประดับมงกุฎ หรือที่เรียกกันว่า “เทริด” ส่วนคำว่า “ขนนก” มาจากลักษณะที่เป็นแฉกคล้ายขนนกเสียบเรียงกัน จึงรวมเป็น “เทริดขนนก” มีพุทธคุณปรากฏเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น มีการขุดค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2513 ที่ วัดเสมาสามชั้น ซึ่งปัจจุบันคือวิทยาลัยเทคโนโลยีเพชรบุรี และพบอยู่ประมาณ 200 กว่าองค์เท่านั้น ลักษณะเป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง มีพุทธศิลปะแบบสมัยลพบุรียุคต้น องค์พระมีขนาดกำลังดี คือ มีความสูงประมาณ 3.5 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2.3 เซนติเมตร

พุทธลักษณะองค์พระ ด้านหน้า พระประธานประทับนั่ง ขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะบัวเล็บช้าง มีกลีบบัวใหญ่ 3 กลีบ และกลีบแซม 2 กลีบ พระเศียรทรงเทริด ลักษณะเป็นรูปมงกุฎแบบเตี้ย มีกรอบกระบังหน้าลักษณะคล้ายขนนกมี 3 กลีบ และจะมีกลีบเล็กๆ โค้งอยู่ด้านหน้าเป็นกระจังอีกอันหนึ่ง ซึ่ง “พระเทริดขนนก กรุวัดค้างคาว” จะไม่มีกลีบเล็กๆ นี้ ฉลองพระศอแบบสร้อยสังวาล ต้นพระพาหาทั้งสองข้างประดับพาหุรัด ส่วนด้านหลัง มี พิมพ์หลังลายผ้าและพิมพ์หลังเป็นแอ่ง สามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 พิมพ์ คือ

– พิมพ์เทริดขนนก แบบมีซุ้ม นิยมเรียกกันว่า “พระยอดขุนพล” องค์พระประธานจะประทับนั่งภายในซุ้มเรือนแก้ว

– พิมพ์เทริดขนนก แบบธรรมดา ลอยองค์ ไม่มีปีกข้าง เข้าใจว่าเป็นการตัดกรอบพิมพ์ชิดองค์พระ จึงตัดกรอบเส้นซุ้มออกไป

ด้วย “พระเทริดขนนก” นี้ เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ส่วนใหญ่จึงปรากฏสนิมแดง สีแบบเปลือกมังคุดแก่หรือสีลูกหว้าสุก น้อยองค์ที่จะเป็นสีแดงเลือดนกหรือแดงปนส้ม เมื่อนำสำลีหรือผ้านิ่มๆ มาเช็ดจะเกิดความมันวาวและใส พื้นผิวขององค์พระจะมีลักษณะแห้ง บางองค์ปรากฏรอยปริแตกร้าว คล้ายเส้นใยแมงมุม

การพิจารณาพระเทริดขนนก ใช้หลักการพิจารณาเช่นเดียวกับพระเนื้อชินตะกั่วที่บรรจุกรุโดยทั่วไป ซึ่งจะมีคุณ สมบัติ คือ เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนานก็จะปรากฏ “คราบไขความเก่าตามธรรม ชาติ” ลักษณะเป็นไขสีขาวขุ่น ผุดออกจากเนื้อขององค์พระ บางครั้งอาจเป็นสีน้ำตาลอ่อนแซมอยู่กับสนิมแดงที่จับเกาะติดแน่นทั่วทั้งองค์พระ ซึ่งล้างออกยากมาก

นอกจากนี้ จะมี “คราบหินปูน” เกาะติดอยู่กับองค์พระ บางองค์เกาะหนามากคล้ายขี้ตะกรัน โดยเฉพาะกรุที่มีความชื้นและน้ำท่วมถึง “คราบกรวด ดิน และทราย” ที่ฝังทับถม เป็นคราบสีน้ำตาล แต่เมื่อนำมาล้างออกจะปรากฏองค์พระที่งดงามยิ่ง ปรากฏคราบสนิมแดงชัดเจน ทำให้การพิจารณาธรรมชาติความเก่าขององค์พระง่ายยิ่งขึ้นครับผม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

 

แนะนำบทความให้อ่านกันโดย ราคาพระเครื่อง