เหรียญปั๊มข้างกระบอกรูปยันต์ หลวงพ่อกล่อม วัดขนอน จังหวัดราชบุรี

123

 
วัดขนอน ตั้งอยู่ที่ตำบลฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี วัดขนอนเป็นวัดสำคัญของประเทศไทย ที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมการแสดงหนังใหญ่ และได้รับรางวัลจากทางยูเนสโก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เมื่อปีพ.ศ.2550 และได้รับการยกย่องจาก ยูเนสโกให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่น ที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกเชิงนามธรรม

วัดขนอนแต่เดิมสร้างมาในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน จากคำบอกเล่าว่า แต่เดิมที่บริเวณหน้าวัดเคยเป็นที่ตั้งด่านเก็บภาษีอากร มีพื้นที่ค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้า เรียกว่า “ด่านขนอน” มีการเก็บจังกอบชนิดหนึ่ง “สิบหยิบหนึ่ง” เพื่อเก็บภาษีเข้าท้องพระคลัง บริเวณวัดขนอนมีต้นไม้ใหญ่รกครึ้ม มีนกนานาชนิดมาอาศัยอยู่เต็มไปหมด แต่เดิมชาวบ้านมักจะเรียกว่า “วัดกานอนโปราวาส หรือวัดกานอน” เนื่องมาจากนกนานาชนิดมาอาศัยอยู่และนกที่มีมากที่สุดก็คือนกกา

ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีข้าราชการมาสำรวจ และสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประพาสทางชลมารค จากไทรโยค มาตามลำน้ำแม่กลอง ผ่านตลาดบ้านโป่ง ตลาดโพธาราม จนถึงเมืองราชบุรี ท่านพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงพ่อกล่อม) เจ้าอาวาสในขณะนั้น ได้กล่าวว่า “อายหลวงท่านว่า ชื่อวัดวาอารามยังเอาชื่อสัตว์มาตั้ง เห็นควรให้เปลี่ยนชื่อจะดีกว่า” ด้วยเหตุนี้ วัดกานอนจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดขนอนโปราวาส” ตามชื่อสถานที่ด่านเก็บภาษีอากร ที่มีเขตติดกับวัด ไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงใช้ชื่อนี้ตลอดมา แต่ชาวบ้านมักเรียกสั้นๆ ว่า “วัดขนอน”

พระอุโบสถวัดขนอน หลวงพ่อกล่อมท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ในปีพ.ศ.2450 มีช่างชาวจีนเป็นแม่งาน ในการก่อสร้างหลวงพ่อกล่อมเป็นผู้ออกแบบคิดประดิษฐ์ผูกลายประตู หน้าต่างหน้าบัน ฯลฯ บานประตูลงรักปิดทอง ลวดลายดอกไม้ ส่วนล่างเป็นภาพทวารบาลยืนถืออาวุธ ซุ้มประตูตอนบนมีจารึกอักษรไทยคำว่า “เจกหัว” ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นชื่อช่างชาวจีน ด้านหน้าพระอุโบสถมีบันไดเตี้ยๆ ขึ้นทางด้านข้าง เสาบันไดมีภาพจิตรกรรมจีนและอักษรจีน ด้านหนึ่งมีอักษรไทยว่า “โบษเจ๊กทำงาม”

ที่วัดขนอนมีพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงของโบราณ เช่น ถ้วยโถโอชาม เครื่องลายครามและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่เรียนรู้ทางด้านเศรษฐกิจสังคม ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมในสมัยโบราณได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ที่สำคัญก็คือมีการเก็บรักษาหนังใหญ่ของเก่า ที่สร้างขึ้นในสมัยพระครูศรัทธาสุนทร (หลวงพ่อกล่อม) ไว้เป็นอย่างดี

หลวงพ่อกล่อมเกิดในราวปีพ.ศ.2391 ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้างหนังใหญ่ขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากท่านมีความสนใจในด้านช่าง และที่วัดขนอนก็มีหนังใหญ่อยู่บ้างแล้ว คือหนังเดี่ยวตัวไม่ใหญ่เรียกว่าหนังกลาง ประกอบกับมีนายอู๋ผู้เคยเป็นโขนคณะของพระแสนฟ้าเจ้าเมืองราชบุรีมาชวนท่านให้ทำหนังใหญ่ให้เป็นสมบัติของวัด หลวงพ่อกล่อมจึงชวนช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาร่วมกันทำตัวหนัง โดยครูอั๋งเป็นช่างสลัก อีก 3 คนเป็นช่างเขียน หนังชุดแรกเป็นชุดหนุมานถวายแหวน

ต่อมามีการสร้างเพิ่มอีกหลายชุด โดยชาวบ้านได้นำหนังวัวมาถวายมากมาย คณะหนังใหญ่ก็เป็นชาวบ้านในละแวกนั้น ส่วนใหญ่ก็มีอาชีพทำนา ถ้ามีผู้ต้องการให้ทางวัดไปแสดงก็ไปติดต่อที่วัด หลังจากหลวงพ่อกล่อมมรณภาพ ในปีพ.ศ.2485 และช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังใหญ่ถูกทอดทิ้งเก็บไว้ที่ใต้กุฏิ และไม่มีใครได้สืบทอด

จนกระทั่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยี่ยมชมวัดขนอนจึงได้มีพระราชดำริให้ทางวัดขนอนได้จัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่แทนชุดเก่า และจัดโครงการสร้างพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาหนังใหญ่ชุดเก่าเอาไว้ โดยทางมหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นกำลังสำคัญและควบคุมการสร้างหนังใหญ่ชุดใหม่จนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2538 และได้นำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์พระราชทานให้วัดขนอนไว้ใช้ในการแสดงสืบไป และทรงให้ทางวัดส่งเสริมการฝึกหัดเยาวชนเชิดหนังใหญ่เล่นดนตรีไทยและสลักหนังใหญ่ไว้ด้วย

ก็เป็นเรื่องราวคร่าวๆ ของวัดขนอนและหนังใหญ่ ที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโก ถ้าผ่านไปทางโพธารามก็แวะเข้าไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ของวัดขนอนได้ครับ แล้วท่านจะภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเราครับ

หลวงพ่อกล่อมได้สร้างเหรียญปั๊มข้างกระบอกไว้ในราวประมาณปีพ.ศ.สองพันสี่ร้อยหกสิบกว่าๆ เป็นเหรียญที่เป็นรูปยันต์เพียงอย่างเดียว ด้านหลังเรียบและมีเหล็กจาร ปัจจุบันก็ไม่ได้พบเห็นกันนัก

10 คำคม “กูให้มึง” ของหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ วัดบ้านไร่

133
1.“ยิ่งเอามันยิ่งอด ยิ่งสละให้หมดมันยิ่งได้”

2.“กูให้พวกมึงรู้จักพอเพียง”

3.“กูทำดีเขาจึงให้ของดีกูมา”

4.“กูไม่เคยยินดียินร้ายในลาภยศสรรเสริญ”

5.“กูดีใจที่เกิดมาเป็นคนจนเพราะได้สร้างทานบารมี ถ้ากูเกิดมาเป็นคนรวยป่านนี้ คำว่า บุญก็ไม่รู้จักกัน”

6.“เงินเป็นทาสกู กูไม่ยอมเป็นทาสเงิน”

7.“การทำตัวให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่นั้นง่าย แต่จะสร้างสมบุญให้มีบารมีนั้นเป็นเรื่องยาก…ต้องเป็นผู้ให้ด้วยธรรมอันบริสุทธิ์จริง”

8.“กูจะทำให้ชาวบ้าน เพื่อตอบแทนข้าวน้ำ ที่เขาให้กูกินทุกวัน”

9.“เกิดมาแล้ว…รักความสงบ ให้มีศีลธรรมไว้ประจำใจทุก ๆ คน โลกจะได้อยู่ชุ่มกินเย็น…”

10.“…พระไม่ได้อยู่กับคนชั่วแต่อยู่กับคนดี ให้นึกว่าพระมากับเราจะทำชั่วไม่ได้ อย่าทำตัวผิดศีลธรรม ผิดจารีตประเพณี โดยเฉพาะการทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท”

“โลภ โกรธ หลง มึงอย่าไปหลงงมงายเชียวน่ะ ถ้ามึงไม่อยู่ในศีลในธรรมมึงก็จะเป็นไปตามกรรมที่มึงสร้างไว้”

“คนเรา เมื่อมีเมตตาให้กับผู้อื่น ผู้อื่นเขาก็จะ ให้ความเมตตาตอบสนองต่อเรา ถ้าเราโกรธเขา เขาก็จะโกรธเราตอบเช่นกัน ความเมตตานี่แหละ คืออาวุธ ที่จะปกป้องตัวเราเอง ให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง เป็นอาวุธที่ใคร ๆ จะนำเอาไปใช้ก็ได้ จัดว่าเป็นของดีนักแล”

“…คนค้าคนขายยาบ้าเอาไปขังคุกขื่อคา มันไม่จำ ยาบ้าเกิดที่ไหนดับที่นั่น ฆ่าคนขายยาบ้าบาปเท่ากับตบยุงตาย 1 ตัว มึงไม่ต้องไปกลัวมันหรอก อย่าให้มันอยู่รกแผ่นดิน ไม่ต้องให้มันไปติดคุก มันก็ไปนอนกินยาบ้าในคุกสบาย เดี๋ยวก็ออกทำเหมือนเดิม…”

เผยพินัยกรรม หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ บริจาคร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ อัฐิลอยน้ำโขง

155
เผยพินัยกรรม”หลวงพ่อคูณ” บริจาคร่างให้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นอาจารย์ใหญ่ อัฐิลอยน้ำโขง

เปิดพินัยกรรมหลวงพ่อคูณ บริจาคศพให้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนนำมาฌาปนกิจแบบเรียบง่าย ห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ อัฐิ อังคารลอยแม่น้ำโขง โดยมีพยานรับรอง 4 คน ร.ศ.สุขชาติ เกิดผล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายประทีป วงษ์กาญจนรัตน์ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และ นายเนาวรัตน์ สังการกำแหง นิติกร 8 (ชำนาญการ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น

สำหรับเนื้อหาสำคัญใจความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ในขณะนั้น ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง

1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากละสังขาร เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป

2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวด พระอภิธรรมศพ ที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน

3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชน์ใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกฏิและพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น

4.เมื่อดำเนินเสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม

122

พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น

พระเทริดขนนก (อ่านว่า เซิด) กรุวัดเสมาสามชั้น นับเป็นพระกรุเก่าที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมสะสมกันอย่างกว้างขวางพิมพ์หนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเก่าแก่ของประเทศไทย ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสำคัญเรื่อยมาตั้งแต่ในสมัยสุวรรณภูมิ ทวารวดี ศรีวิชัย ลพบุรี จนถึงสมัยอยุธยา

849494980

สาเหตุที่เรียกกันว่า “เทริดขนนก” นั้น เรียกขานตามลักษณะของพระเศียรซึ่งประดับมงกุฎ หรือที่เรียกกันว่า “เทริด” ส่วนคำว่า “ขนนก” มาจากลักษณะที่เป็นแฉกคล้ายขนนกเสียบเรียงกัน จึงรวมเป็น “เทริดขนนก” มีพุทธคุณปรากฏเป็นเลิศในด้านแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี

พระเทริดขนนก กรุวัดเสมาสามชั้น มีการขุดค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ.2513 ที่ วัดเสมาสามชั้น ซึ่งปัจจุบันคือวิทยาลัยเทคโนโลยีเพชรบุรี และพบอยู่ประมาณ 200 กว่าองค์เท่านั้น ลักษณะเป็นพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง มีพุทธศิลปะแบบสมัยลพบุรียุคต้น องค์พระมีขนาดกำลังดี คือ มีความสูงประมาณ 3.5 เซนติเมตร และกว้างประมาณ 2.3 เซนติเมตร

พุทธลักษณะองค์พระ ด้านหน้า พระประธานประทับนั่ง ขัดสมาธิราบ แสดงปางมารวิชัย เหนืออาสนะบัวเล็บช้าง มีกลีบบัวใหญ่ 3 กลีบ และกลีบแซม 2 กลีบ พระเศียรทรงเทริด ลักษณะเป็นรูปมงกุฎแบบเตี้ย มีกรอบกระบังหน้าลักษณะคล้ายขนนกมี 3 กลีบ และจะมีกลีบเล็กๆ โค้งอยู่ด้านหน้าเป็นกระจังอีกอันหนึ่ง ซึ่ง “พระเทริดขนนก กรุวัดค้างคาว” จะไม่มีกลีบเล็กๆ นี้ ฉลองพระศอแบบสร้อยสังวาล ต้นพระพาหาทั้งสองข้างประดับพาหุรัด ส่วนด้านหลัง มี พิมพ์หลังลายผ้าและพิมพ์หลังเป็นแอ่ง สามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 พิมพ์ คือ

– พิมพ์เทริดขนนก แบบมีซุ้ม นิยมเรียกกันว่า “พระยอดขุนพล” องค์พระประธานจะประทับนั่งภายในซุ้มเรือนแก้ว

– พิมพ์เทริดขนนก แบบธรรมดา ลอยองค์ ไม่มีปีกข้าง เข้าใจว่าเป็นการตัดกรอบพิมพ์ชิดองค์พระ จึงตัดกรอบเส้นซุ้มออกไป

ด้วย “พระเทริดขนนก” นี้ เป็นพระเนื้อชินตะกั่ว ส่วนใหญ่จึงปรากฏสนิมแดง สีแบบเปลือกมังคุดแก่หรือสีลูกหว้าสุก น้อยองค์ที่จะเป็นสีแดงเลือดนกหรือแดงปนส้ม เมื่อนำสำลีหรือผ้านิ่มๆ มาเช็ดจะเกิดความมันวาวและใส พื้นผิวขององค์พระจะมีลักษณะแห้ง บางองค์ปรากฏรอยปริแตกร้าว คล้ายเส้นใยแมงมุม

การพิจารณาพระเทริดขนนก ใช้หลักการพิจารณาเช่นเดียวกับพระเนื้อชินตะกั่วที่บรรจุกรุโดยทั่วไป ซึ่งจะมีคุณ สมบัติ คือ เมื่อผ่านกาลเวลาเนิ่นนานก็จะปรากฏ “คราบไขความเก่าตามธรรม ชาติ” ลักษณะเป็นไขสีขาวขุ่น ผุดออกจากเนื้อขององค์พระ บางครั้งอาจเป็นสีน้ำตาลอ่อนแซมอยู่กับสนิมแดงที่จับเกาะติดแน่นทั่วทั้งองค์พระ ซึ่งล้างออกยากมาก

นอกจากนี้ จะมี “คราบหินปูน” เกาะติดอยู่กับองค์พระ บางองค์เกาะหนามากคล้ายขี้ตะกรัน โดยเฉพาะกรุที่มีความชื้นและน้ำท่วมถึง “คราบกรวด ดิน และทราย” ที่ฝังทับถม เป็นคราบสีน้ำตาล แต่เมื่อนำมาล้างออกจะปรากฏองค์พระที่งดงามยิ่ง ปรากฏคราบสนิมแดงชัดเจน ทำให้การพิจารณาธรรมชาติความเก่าขององค์พระง่ายยิ่งขึ้นครับผม

คอลัมน์ พันธุ์แท้พระเครื่อง
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

 

แนะนำบทความให้อ่านกันโดย ราคาพระเครื่อง